ติดต่อสอบถาม
085-663-6615
02-692-5499
Email : webmaster.theerathornclinic@gmail.com
แจ้งโอนเงินมัดจำ
รีวิว ก่อน - หลัง ศัลยกรรม
แปลงเพศ ตัดแต่งอวัยวะเพศจาก ชายเป็นหญิง

เทคนิคการผ่าตัดแปลงเพศ

        เป็นการผ่าตัดโดยการให้ยาสลบโดยวิสัญญีแพทย์ทำการสร้างช่องคลอดใหม่โดยเจาะบริเวณกล้ามเนื้อที่อยู่ระหว่างทวารหนักกับท่อปัสสาวะ โดยมีลึกประมาณ 6-7 นิ้วนำผิวหนังจากบริเวณองคชาตเดิมหรือจากถุงอัณฑะ  ไปสร้างเป็นผนังช่องคลอดก็จะได้ช่องคลอดใหม่เกิดขึ้น เหมือนผู้หญิงเก็บเส้นประสาทรับความรู้สึกทางเพศ  เพื่อเตรียมทำปุ่มรับความรู้สึกทางเพศ (Clitoris)แล้วตัดแกนองคชาตออกตัดท่อปัสสาวะเพศชายให้สั้นลง แล้วตกแต่งให้สามารถปัสสาวะพุ่งลงเหมือนผู้หญิง ถ้าทำการผ่าตัดไม่ดี เวลานั่งปัสสาวะอาจจะพุ่งขึ้นมาได้ตกแต่งบริเวณภายนอกได้แก่ แคมนอก (Major Labia) แคมใน (Minor Labia) ท่อปัสสาวะและปุ่มรับความรู้สึกทางเพศ (Clitoris) ให้สวยงามเหมือนอวัยวะเพศหญิงที่สมบรูณ์ และยังคงมีความรู้สึกทางเพศอยู่เหมือนเดิม

การผ่าตัดแปลงเพศชายเป็นหญิง  สามารถแบ่งตามเทคนิคการสร้างช่องคลอดใหม่ได้ 3 วิธีดังนี้

1. เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ผิวหนังจากองคชาต  : SRS I เป็นการนำเอาผิวหนังขององคชาตสอดกลับเข้าไปตกแต่งทำเป็นช่องคลอด ซึ่งเป็นวิธีที่ทำได้ง่ายไม่ซับซ้อน ภาวะแทรกซ้อนต่ำ  ศัลยแพทย์นิยมกันอย่างแพร่หลาย

    ข้อดี คือ เป็นวิธีที่ทำได้ง่ายและไม่ซับซ้อน สำหรับแพทย์ผู้ที่มีความชำนาญและมี ประสบการณ์ จะใช้เวลาในการผ่าตัดแปลงเพศ โดยใช้เทคนิคนี้ ประมาณ 4 ชั่วโมง นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 4 คืน

    ข้อเสีย คือไม่เหมาะกับผู้ที่มีความยาวขององคชาตสั้นกว่า 4 นิ้ว เพราะจะทำให้ได้ช่องคลอดที่ไม่ลึก (โดยปกติแล้วความลึกของช่องคลอดเท่ากับความยาวของหนังที่หุ้มองคชาต ลบ 1 นิ้ว (เผื่อผิวหนังที่จะใช้ทำแคมใน ) ระยะยาวหนังหุ้มช่องคลอดมักจะย้อยออกมา

2. เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ผิวหนังจากองคชาต  และจากผิวหนังจากถุงอัณฑะหรือจากที่อื่นๆมาทำเป็นผนังช่องคลอด   : SRS 2 เทคนิคนี้เกิดจากการนำเอาผิวหนังจากองคชาตแล้วต่อด้วยผิวหนังจากถุงอัณฑะ   มาเลาะให้มีผิวหนังบางๆ  ไปทำเป็นผิวหนังหุ้มผนังช่องคลอด เพื่อเพิ่มความลึกของช่องคลอด  ให้ได้ตามที่ต้องการและเพียงพอต่อการใช้งาน   ถ้าต่อผิวหนังจากถุงอัณฑะแล้วยังได้ความลึกไม่เพียงพอต่อความต้องการของผู้ผ่าตัด ศัลยแพทย์ตกแต่งอาจจะพิจารณานำผิวหนังจากที่อื่นๆ เช่น ต้นขา  ขาหนีบ หน้าท้อง มาเพิ่มเป็นผนังของช่องคลอดให้ความลึกเพิ่มอีกก็ได้

    ข้อดี คือ สามารถช่วยให้คนที่มีองคชาตสั้น มีโอกาสได้ช่องคลอดลึกมากกว่า 6 นิ้ว

   ข้อเสีย คือ การผ่าตัดจะยุ่งยากซับซ้อน และใช้เวลาผ่าตัดมากขึ้น เทคนิคนี้แพทย์ผู้มีประสบการณ์และความชำนาญในการผ่าตัดแปลงเพศ ใช้เวลาประมาณ 6 ชั่วโมง นอนพักรักษาตัวที่โรงพยาบาล 6 คืน

3. เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ลำไส้ใหญ่ทำเป็นผนังช่องคลอดสำหรับผู้ที่ต้องการความเป็นหญิงสมบูรณ์แบบมากที่สุด เพราะลำไส้ใหญ่จะมีน้ำหล่อลื่นตามธรรมชาติ หรือ เป็นการผ่าตัดเพื่อช่วยเหลือผู้ที่เคยผ่าตัดแปลงเพศมาแล้ว  ช่องคลอดตีบตัน  ไม่สามารถร่วมเพศได้  โดยนำลำไส้ใหญ่บางส่วน ประมาณ  7-8   นิ้ว  มาสร้างเป็นผนังช่องคลอด ที่โรงพยาบาลศัลยกรรมตกแต่งกมล มีเทคนิคในการนำลำไส้ใหญ่มาเป็นผนังช่อคลอด อยู่ 2 เทคนิคแบบเปิดแผลหน้าท้อง  (Open Technique ) จะมีรอยแผลตามขอบบิกินี่  ด้านซ้ายของคนไข้ยาวประมาณ  7 เซนติเมตร   ลำไส้ใหญ่ที่นำมาทำเป็นผนังช่องคลอด  ยาวประมาณ 7-8  นิ้ว โดยจะมีเส้นเลือดและเส้นประสาทมาหล่อเลี้ยงด้วย    ระยะเวลาในการผ่าตัดประมาณ 7 ชั่วโมง แบบใช้กล้อง  ( Laparoscopic Technique ) เทคนิคนี้เป็นเทคนิคใหม่ล่าสุด ที่มีการนำลำไส้ใหญ่มาทำเป็นผนังช่องคลอดโดยปราศจากแผลเป็นที่หน้าท้อง  โดยใช้เครื่องมือพิเศษ ในการผ่าตัด  สามารถตัดลำไส้มาทำเป็นผนังช่องคลอดได้ยาว 7-8 นิ้ว การผ่าตัดใช้เวลาประมาณ 7 ชั่วโมง

ข้อเสีย

อาจเกิดแผลเป็นยาวประมาณ 7 เซนติเมตร เหนือหัวเหน่าด้านซ้าย
การผ่าตัดมีความยุ่งยากซับซ้อนต้องมีการเตรียมการผ่าตัดเอาส่วนของสำไส้ ใหญ่ ออกมาโดยต้องมีการสวนล้างลำไส้ใหญ่ให้สะอาดก่อนผ่าตัด 1 วัน
ผู้ทำการผ่าตัดอาจจะมีอาการท้องอืด 2 – 3 วัน หลังการผ่าตัด
การผ่าตัดโดยใช้ลำไส้ใหญ่มาทำเป็นผนังช่องคลอดนี้  ไม่เหมาะกับผู้ที่มีน้ำหนักมาก  หรือมีหน้าท้องหนา ค่า BMI  ไม่ควรเกิน 28.5 


การดูแลหลังการผ่าตัด

1.คนไข้จะต้องนอนพักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาล อย่างน้อย 4- 6  คืน เพื่อดูแลรักษาแผลในระหว่างที่พักรักษาตัวอยู่ที่โรงพยาบาลนั้นคนไข้จะต้องปฏิบัติตัวดังต่อไปนี้
2.ให้คนไข้งดรับประทานอาหารที่มีกากและเครื่องดื่มจำพวกน้ำผลไม้ นม นมเปรี้ยว โยเกิร์ตเพราะจะเกิดการกระตุ้นทำให้เกิดการขับถ่ายในช่วง 2 วันแรกหลังการผ่าตัด ซึ่งอาจจะทำให้แผลมีการปนเปื้อนอุจจาระได้
3.หลังผ่าตัด1-2 วันแรก   คนไข้ควรนอนอยู่ในท่านอนหงาย ยกสะโพกให้สูง และแยกขาทั้ง 2 ออกจากกันเล็กน้อย เพื่อช่วยลดอาการบวมได้ดีขึ้น
4.วันที่ 3  หลังการผ่าตัดสามารถนอนตะแคงได้
5.วันที่ 4  หลังการผ่าตัดแพทย์ผู้ผ่าตัดจะทำการถอดสายระบายเลือดเสียออก   และเปิดแผลทำความสะอาดแผล และถอดสายสวนปัสสาวะออก ผู้ป่วยผ่าตัดแบบใช้  เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ผิวหนังจากองคชาต  สามารถกลับบ้านได้ และกลับมาตัดไหมในวันที่ 7 อีกครั้งสำหรับผู้ที่ทำการผ่าตัดแบบ เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ผิวหนังจากองคชาต  และจากผิวหนังจากถุงอัณฑะหรือจากที่อื่นๆมาทำเป็นผนังช่องคลอด หรือผู้ที่ผ่าตัดแบบ เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ลำไส้ใหญ่มาทำเป็นผนังช่องคลอด แพทย์จะยังไม่ถอดสายสวนปัสสาวะออกและคนไข้ต้องนอนอยู่บนเตียงต่อไปจนถึงวันที่ 6 ของการผ่าตัด
6.คนที่ผ่าตัดแบบ เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ลำไส้ใหญ่มาทำเป็นผนังช่องคลอด    จะงดน้ำและอาหารหลังการผ่าตัดจนกระทั่งมีอาการผายลมก่อน   จึงจะเริ่มจิบน้ำและรับประทานอาหารเหลวได้ ถ้ารับประทานอาหารเร็วเกินไป อาจจะทำให้เกิดอาการท้องอืดและอาหารไม่ย่อย ได้ ดังนั้นสำหรับผู้ที่ผ่าตัดแบบ เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ลำไส้ใหญ่มาทำเป็นผนังช่องคลอด ต้องปฏิบัติตามคำแนะนำของแพทย์และพยาบาลอย่างเคร่งครัด
7.วันที่ 6  ของการผ่าตัด  คนที่ผ่าตัดแบบ เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ผิวหนังจากองคชาต และจากผิวหนังจากถุงอัณฑะหรือจากที่อื่นๆมาทำเป็นผนังช่องคลอด  เปิดแผลทำความสะอาดแผล และ เอาผ้าก๊อสที่อยู่ในช่องคลอดออก
8.วันที่ 7  ของการผ่าตัด เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ผิวหนังจากองคชาต  และจากผิวหนังจากถุงอัณฑะหรือจากที่อื่นๆมาทำเป็นผนังช่องคลอด, เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ลำไส้ใหญ่มาทำเป็นผนังช่องคลอด ถอดสายสวนปัสสาวะออก  และกลับบ้านได้
9.ผู้ผ่าตัด เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ผิวหนังจากองคชาต, เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ผิวหนังจากองคชาต  และจากผิวหนังจากถุงอัณฑะหรือจากที่อื่นๆมาทำเป็นผนังช่องคลอด , เทคนิคการสร้างช่องคลอดโดยใช้ลำไส้ใหญ่มาทำเป็นผนังช่องคลอด กลับมาพบแพทย์เพื่อตัดไหมและขยาย

10.ช่องคลอดโดยใช้ Dilator ที่ทางโรงพยาบาลจัดเตรียมไว้ให้ เพื่อรักษาความกว้างและเพิ่มความลึกให้คงที่ควรหมั่นขยายช่องคลอดอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง ครั้งละประมาณ 30 นาที
11.ผู้ผ่าตัดต้องทำความสะอาดแผลพร้อมกับขยายช่องคลอด ทุกวันอย่างน้อยวันละ 2 ครั้ง จนกว่าแผลภายนอกและในช่องคลอดจะหายสนิทดี
12.งดมีเพศสัมพันธ์เป็นเวลาอย่างน้อย 2 เดือน
13.มาพบแพทย์ตามนัดทุก ๆ 1 สัปดาห์ หลังผ่าตัดจนครบ 1 เดือน เพื่อให้ผลการผ่าตัดที่ได้สมบูรณ์และสวยงามใกล้เคียงธรรมชาติ