[vc_row css_animation="" row_type="row" use_row_as_full_screen_section="no" type="full_width" angled_section="no" text_align="left" background_image_as_pattern="without_pattern"][vc_column][vc_column_text]นวัตกรรม การเสริมจมูกรูปแบบใหม่ ปลายพุ่ง ไม่ทะลุ ไม่เบี้ยวด้วย…..เนื้อเยื่อเทียมหรือเนื้อเยื่อธรรมชาติ นวัตกรรมใหม่ที่สามารถแก้ไขปัญหาจากการเสริมจมูกด้วยซิลิโคน ด้วยการใช้ “เนื้อเยื่อเทียมหรือเนื้อเยื่อธรรมชาติ” (Acellular Dermal Matrix) ซึ่งเป็นโครงสร้างผิวหนังที่มีรูพรุน กระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ รวมถึงคอลลาเจนและอิลาสติน ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับผิวหนังสามารถใช้เสริมจมูกแทนแท่งซิลิโคน หรือใช้รองปลายจมูกเพื่อป้องกันการทะลุชองแท่งซิลิโคน รวมถึงสามารถใช้เสริมปลายจมูกให้เป็นทรงหยดน้ำ ปลายพุ่งและยังทำให้จมูกดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ผลิตที่ประเทศเกาหลี ผ่านการรับรองจาก อย.ไทย สามารถนำมาใช้ได้อย่างปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย รู้หรือไม่……การเสริมจมูกด้วยซิลิโคนมีข้อเสียอย่างไร?[/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3499" img_size="medium" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text]จมูกเบี้ยว  เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุด ตัวซิลิโคนจะเบี้ยวเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งของจมูก เนื่องจากร่างกายพยายามบีบรัดใส่ตัวซิลิโคนที่เป็นสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย[/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3500" img_size="medium" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text]จมูกทะลุ  เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่พบได้บ่อยหลังการเสริงจมูกด้วยซิลิโคน เกิดจากซิลิโคนไปดันเนื้อปลายจมูก เมื่อดันไปนานๆปลายจมูกจะเกิดรอยแดงจากการอักเสบและมีโอกาสทำให้ซิลิโคนทะลุได้ในที่สุด ส่งผลให้ปลายจมูกเกิดพังผืด ดึงหดรั้ง ในบางรายอาจทำให้ปลายจมูกบุ๋มลงไป ต้องใช้เวลานานหลายเดือนในการผ่าตัดแก้ไขให้กลับมาเป็นปกติ แต่ยังคงทิ้งรอยแผลเป็นบริเวณปลายจมูกอยู่[/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3501" img_size="medium" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text] การเห็นแท่งซิลิโคนเป็นสันเด่นชัด  เป็นปัญหาที่หลายคนกังวลเกิดจากการที่แท่งซิลิโคนอย่างชัดเจน ทำให้จมูกดูไม่เป็น เนื้อเยื่อเทียมหรือเนื้อเยื่อธรรมชาติ (Acellular Dermal...

[vc_row css_animation="" row_type="row" use_row_as_full_screen_section="no" type="full_width" angled_section="no" text_align="left" background_image_as_pattern="without_pattern"][vc_column][vc_single_image image="3730" img_size="large" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text]เนื้อเยื่อเทียม(Alloderm) วัสดุที่สังเคราะห์ขึ้นใช้เสริมปลายจมูกหรือกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อและสามารถใช้ในรายที่ผิวบางหรือ เสริมเพิ่มเพื่อป้องกันผิวหนังทะลุใช้กันแพร่หลายในต่างประเทศ แต่ในเมืองไทยมีใช้น้อยมาก ราคาค่อนข้างสูงมากครับ[/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3731" img_size="large" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text] กระดูกอ่อนหลังหู วัสดุที่นำมาจากตัวคนไข้เอง กระดูกและกระดูกอ่อน สามารถนำมาได้หลายบริเวณจากตัวคนไข้เอง แต่ที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ กระดูกอ่อนที่อยู่กึ่งกลางที่แบ่งจมูกซ้ายขวา กระดูกหู ในบางรายที่ต้องการความหนาของสันจมูก มากๆก็อาจใช้กระดูกซี่โครง,กระดูกเชิงกราน หรือแม้แต่กะโหลกศีรษะก็นำมาใช้ได้ครับ ข้อดีของการนำกระดูกมาใช้คือ เป็นของตัวเราเอง โอกาสแพ้น้อยมาก ดูเป็นธรรมชาติ สามารถเสริมและปรับแต่งปลายจมูก ได้มากกว่าซิลิโคน แต่ก็มีข้อเสียคือ มีแผลเพิ่มอีกแผล กระดูกที่เอามาวางมีโอกาสตายและทรุดลง บิดเบี้ยวได้ และที่สำคัญราคาผ่าตัดค่อนข้างสูง ใช้เวลาในการผ่าตัดนานและต้องอาศัยแพทย์ที่มีความชำนาญครับ รีวิวเนื้อเยื่อเทียม [/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3732" img_size="large" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text] เนื้อเยื่อไขมันหลังหู(Dermofat graft) สามารถนำมาเสริมปลายจมูกได้ ดูเป็นธรรมชาติ แต่มีแผลเพิ่มอีกแผลที่หลังหู และมีโอกาสเนื้อเยื่อตายได้ เนื้อเยื่อเทียม นิ่มกว่า แต่อาจแพ้ได้ ส่วนกระดูกอ่อนหลังหู...

[vc_row css_animation="" row_type="row" use_row_as_full_screen_section="no" type="full_width" angled_section="no" text_align="left" background_image_as_pattern="without_pattern"][vc_column][vc_column_text]เสริมจมูกด้วยกระดูกอ่อนหลังหู ดียังไง? เสริมจมูกด้วยเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนหลังหู หรือเสริมจมูกแบบโอเพ่น(open)เป็นเทคนิคการผ่าตัดเสริมจมูกแบบใหม่โดยใช้เนื้อเยื่อกระดูกอ่อนหลังหูมาใช้เสริมจมูกซึ่งจะมีความปลอดภัยมากกว่าการเสริมจมูกด้วยซิลิโคนแบบธรรมดา โดยจะลดความเสี่ยงของปัญหาจมูกเบี้ยวและซิลิโคนทะลุออกมานอกจมูกได้ครับ ที่สำคัญปลายจมูกเป็นส่วนที่ต้องระวังมากที่สุดในการเสริมจมูก เพราะความงามของจมูกขึ้นอยู่กับปลายจมูกมาก แต่ในคนเอเชียหลายคนมีปัญหามีโครงสร้างจมูกเล็ก หรือมีปัญหาจมูกสั้นซึ่งการเสริมซิลิโคนเพียงอย่างเดียวในปริมาณมากอาจทำให้เกิดปัญหาจมูกผิดรูปหรือซิลิโคนทะลุได้ครับ จึงต้องอาศัยเทคนิคการใช้เนื้อเยื่อกระดูกอ่อนหลังหูตัวเองมาเสริมที่ปลายจมูกช่วยให้ปลายจมูกสวยได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้นปลายจมูกหนากลมใหญ่ก็เป็นอีกปัญหาใหญ่ของคนเอเชียซึ่งแพทย์ต้องวิเคราะห์ว่าเป็นการหนาจากชั้นผิวหนังหรือ หนาเพราะกระดูกอ่อนใหญ่หรือกางออก จึงจะสามารถแก้ปัญหาได้ถูกจุด เพราะการเสริมซิลิโคนธรรมดาเพียงอย่างเดียวมักจะไม่สามารถแก้ปัญหาปลายจมูกได้มากนัก จึงต้องใช้เยื่อกระดูกอ่อนหลังหูมาเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดในการเสริมจมูกให้มีปลายหยดน้ำและเป็นธรรมชาติที่สุดครับ[/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3781" img_size="large" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text]การใช้เนื้อเยื่อกระดูกอ่อนหลังหูเพื่อเสริมจมูกแท้จริงเเล้วเป็นอย่างไร? ปัจจุบันจะพบว่ามีคนที่เสริมจมูกแล้วมีปัญหาปลายจมูกบางและทะลุกันเยอะมาก เวลาทะลุแล้วการมาแก้ก็ยากมากๆ บาง เคสต้องถอดซิลิโคนเพื่อพักเนื้อจมูกไว้ประมาณ1-3เดือน  บางเคสถึงกับเสียโฉมไปเลยเพราะแก้แล้วแก้อีกจนเละกันเลยทีเดียวครับ วิธีหนึ่งที่จะทำให้การเสริมจมูกมีปลายที่สวยงามและปลอดภัยในระยะยาวคือการเอากระดูกอ่อนมาต่อตรงปลายจมูกโดยวางไว้บนปลายซิลิโคนเพื่อไม่ให้ซิลิโคนสัมผัสกับผิวหนังปลายจมูกโดยตรง เวลาเสริมให้ปลายจมูกพุ่งซิลิโคนจะได้ไม่ดันผิวหนังจนทะลุ แต่การผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนหลังหูก็มีเทคนิคที่ละเอียดอ่อนที่จะไม่ทำให้ใบหูเสียรูป ซึ่งกระดูกอ่อนที่เอามาใช้ได้จะอยู่บริเวณที่เป็นแอ่งใกล้กับรูหู การผ่าก็มักจะผ่าตัดโดยซ่อนแผลเป็นไว้ข้างหลังใบหู เพื่อให้ไม่เห็นรอยแผลเป็น เทคนิดการเสริมก็สำคัญเพราะหากใช้กระดูกอ่อนไม่เป็น กระดูกอ่อนก็จะไม่อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการปลายไม่พุ่งไม่เป็นทรงหยดน้ำและสุดท้ายก็ไม่สวยอยู่ดีครับ ดังนั้นจำเป็นที่แพทย์ผู้ผ่าตัดต้องรู้ว่าควรจะวางกระดูกอ่อนไว้ตรงไหนจึงจะพอดีซึ่งตรงนี้ต้องใช้ประสบการณ์และความชำนาญของแพทย์ครับ แต่ไม่ใช่ทุกเคสจะเสริมจมูกโดยใช้กระดูกอ่อนหลังใบหูได้ หากจมูกสั้นรั้นหรือจมูกบานใหญ่หรือจมูกยาวเป็นจงอย แบบนี้อาจต้องทำแบบเปิด (open) จึงจะแก้ไขได้ครับ (ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการเสริมจมูก) อีกหนึ่งข้อดีที่ไม่ควรมองข้ามคือ เนื้อเยื่อกระดูกอ่อนหลังหูนั้นมีขนาดที่พอเหมาะ พอดี เพราะปลายความโค้งจะใกล้เคียงกันพอดี เป็นตัวช่วยสำคัญให้ได้จมูกรูปทรงหยดน้ำ อีกทั้งเมื่อนำออกมาใช้ยังไม่ทำให้ใบหูผิดรูปอีกด้วย ซึ่งเสริมจมูกด้วยวิธีนี้จะทำให้ซิลิโคน กระดูกอ่อนหลังหู...

[vc_row css_animation="" row_type="row" use_row_as_full_screen_section="no" type="full_width" angled_section="no" text_align="left" background_image_as_pattern="without_pattern"][vc_column][vc_column_text] ปัจจุบันการทำตาสองชั้นเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากบรรดาสาวหมวยตาชั้นเดียว  สาวตาสองชั้นหลบในต่างก็อยากมีตาที่แลดูโตมากขึ้น การทำตาสองชั้นจึงเป็นที่นิยมอย่างมาก  แต่คนไข้จำนวนมากก็มักไม่ได้เจอหมอพูดคุยก่อนทำอย่างละเอียด ส่วนใหญ่คลินิกที่ดังๆ จำนวนมากก็มักจะได้คุยกับหมอเมื่อตกลงกับเซลแล้ว หรือบางครั้งไม่ได้คุยเลยมาถึงก็ขึ้นเขียงทำเลย [/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3839" img_size="large" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text] การทำตาสองชั้น คนไข้กับแพทย์ต้องคุยกันก่อน เรื่องชั้นตาที่จะทำ บางคนอยากได้ชั้นตาเล็กๆเพราะไม่ชอบเขียนตาหรืออยากแลดูเป็นธรรมชาติเหมือนไม่ได้ทำมาตั้งแต่เกิด บางคนอยากได้ชั้นตาใหญ่เพราะต้องติดขนตาปลอมหรือชอบเขียนอายไลเนอหนาๆ  อันนี้คงต้องตกลงกันก่อนทำ เพราะการทำชั้นตาสูงแล้วแก้ให้ชั้นเล็กลงทำได้ยากมากและอาจต้องรอให้หนังตาตกแล้วมากจึงอาจจะพอทำได้ การทำชั้นตาต้องดูหัวตาด้วย บางครั้งทำมาแล้วหัวตาเป็นแฉกสองแฉก แปลว่า ชั้นตาที่คนไข้ต้องการมันโตไป หรือจำเป็นต้องเปิดหัวตา หรืออาจต้องกรีดแผลยาวไปทางหัวตาแล้ววกเข้ามุมเพื่อไม่ให้เห็นเป็นแฉก ทั้งนี้การที่เราชอบหัวตาแบบไหนจึงอาจเป็นประเด็นที่ต้องพูดคุยกันอย่างละเอียด การทำตาสองชั้นแบบกรีดสั้นหรือแบบเย็บจุดนั้น จะดีในกรณีที่มีไขมันตาไม่มาก เพราะถ้าทำแบบนี้อาจจะชั้นตาไม่ชัดหรือหลุดหรือตกลงมาเร็วคือชั้นตาหายไปได้ แต่มีข้อดีคือหายไวบวมน้อย และถ้าเราหนังตาเกินหรือมีไขมันชั้นตามากๆจึงควรที่จะใช้วิธีกรีดยาวดีกว่า ต้องตรวจดูระยะห่างของคิ้วและตาว่าเท่ากันไหม บ้างครั้งเคสที่มาคิ้วตกข้างนึงเวลาจะทำชั้นตาให้มันเท่ากันก็ไม่ได้ เพราะว่าชั้นตาข้างนึงจะติดคิ้ว อีกข้างหนึ่งชั้นตาห่างคิ้ว จึงควรมองสรีระของกระดูกโหนกคิ้วก่อน แล้วจึงพิจารณาการผ่าตัดแก้เพื่อความสมดุลครับ หางตาและหัวตา...

[vc_row css_animation="" row_type="row" use_row_as_full_screen_section="no" type="full_width" angled_section="no" text_align="left" background_image_as_pattern="without_pattern"][vc_column][vc_column_text] เชื่อว่าหลายคนก็คงยังไม่ทราบว่าทำไมต้องเสริมซิลิโคนใต้กล้ามเนื้อหรือเหนือกล้ามเนื้อ มันมีที่มาจากอะไรกันแน่ ซึ่งถ้าย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การพัฒนาเทคนิคของการเสริมหน้าอกจะพบว่าช่วงแรกจะเป็นการเสริมหน้าอกแบบใส่ใต้เต้านมเหนือกล้ามเนื้อทั้งหมด เพราะเชื่อว่าจะทำให้ดูเหมือนเป็นธรรมชาติมากที่สุดครับ [/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3844" img_size="large" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_single_image image="3846" img_size="large" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text] แต่การที่ใส่ซิลิโคนใต้เนื้อเต้านมจะทำให้ตัวผิวซิลิโคนสัมผัสกับต่อมเต้านมได้ ซึ่งการที่สัมผัสกันเชื่อว่าเชื้อโรคที่อาจจะเข้ามาทางหัวนมเนี่ยจะเเพร่ไปถึงตัวซิลิโคนได้ แม้จะมีจำนวนน้อยและปกติคนที่ไม่เสริมหน้าอกร่างกายเราก็จะกำจัดเชื้อโรคเหล่านี้ได้เองอยู่แล้ว แต่พอมีซิลิโคนอยู่ร่างกายเราก็จะสร้างพังผืดมารัดเต้านมซิลิโคนนี้ ยิ่งเชื้อโรคมากก็จะเกิดพังผืดหนาและรัดจนเต้านมผิดรูปไปครับ โดยเฉพาะสมัยก่อนจะเกิดพังผืดรัดเต้านมบ่อยมาก ทำให้เกิดการพัฒนาเต้านมแบบผิวทรายขึ้นมา เพื่อให้การเกิดพังผืดเป็นไปได้ยากขึ้นครับ แต่ต่อมามีการพัฒนาเทคนิคการใส่ซิลิโคนใต้กล้ามเนื้อ ทำให้โอกาสเกิดพังผืดลดลงไปมาก แต่การใส่ใต้กล้ามเนื้อช่วงแรกก็จะมีปัญหาเต้านมซิลิโคนลอยขึ้นสูง และขยับไปมาได้เวลาเราเกร็งกล้ามเนื้อหน้าอก ในปัจจุบันประเด็นเรื่องการป้องกันการเกิดพังผืดนั้น ผิวทรายจะดีกว่าผิวเรียบเฉพาะหากเลือกเสริมเหนือกล้ามเนื้อเท่านั้นครับ หากเสริมใต้กล้ามเนื้อ โอกาสการเกิดพังผืดไม่ต่างกันครับ ทั้งนี้ทั้งนั้น หากเทียบระหว่างการเสริมเหนือและใต้กล้ามเนื้อ การเสริมใต้กล้ามเนื้อจะลดพังผืดได้มากกว่าเยอะครับ [/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3847" img_size="large" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text] ในสมัยก่อนการเสริมหน้าอกมักใช้ถุงซิลิโคนน้ำเกลือ เพราะมีความเชื้อว่าปลอดภัย แต่เมื่อใส่ไปนานๆแล้วถุงน้ำเกลืออาจจะเกิดการรั่วซึมจึงทำให้หน้าอกแฟบได้ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นอันตรายใดๆ ปัจจุบันนี้ได้มีการพัฒนาเรื่องซิลิโคนสำหรับเสริมหน้าอกไปมาก  จึงเปลี่ยนมาเป็นซิลิโคนแบเจล...

[vc_row css_animation="" row_type="row" use_row_as_full_screen_section="no" type="full_width" angled_section="no" text_align="left" background_image_as_pattern="without_pattern"][vc_column][vc_column_text]ซิลิโคนแท่งที่ใช้ในการเสริมจมูก ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ซิลิโคนสำเร็จรูป กับซิลิโคนชนิดเหลาเอง ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้[/vc_column_text][vc_empty_space][vc_row_inner row_type="row" type="full_width" text_align="left" css_animation=""][vc_column_inner width="1/2"][vc_single_image image="3854" img_size="large" alignment="center" qode_css_animation=""][/vc_column_inner][vc_column_inner width="1/2"][vc_single_image image="3855" img_size="medium" alignment="center" qode_css_animation=""][/vc_column_inner][/vc_row_inner][vc_empty_space][vc_column_text]1. ประเภทซิลิโคนสำเร็จรูป คือ ซิลิโคนที่ถูกขึ้นรูปเป็นรูปร่างสำเร็จที่พร้อมจะใส่ ผลิตมาจากโรงงาน มีขนาดความกว้างและยาวที่แตกต่างกัน ก่อนทำการเสริมจมูกให้คนไข้ด้วยซิลิโคนสำเร็จรูป คุณหมออาจปรับแต่งรูปทรงของซิลิโคนอีกเล็กน้อย เพื่อให้เหมาะสมกับโครงจมูก ของคนไข้แต่ละราย ซึ่งมีข้อดีคือ ได้รูปทรงที่แน่นอน โอกาสเอียงมีน้อยมาก และเนื้อซิลิโคนที่มีให้เลือก ความแข็ง-นิ่มได้หลายเกรด[/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3856" img_size="medium" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text]2. ประเภทซิลิโคนที่เหลาเอง คือ ซิลิโคนที่เป็นแผ่นใหญ่ ๆ แล้วนำมาเหลาเองให้เหมาะกับรูปจมูกของคนไข้...

[vc_row css_animation="" row_type="row" use_row_as_full_screen_section="no" type="full_width" angled_section="no" text_align="left" background_image_as_pattern="without_pattern"][vc_column][vc_column_text]1. ประคบเย็นทันที หลังการผ่าตัดเป็นเวลา 48 ชั่วโมงอย่างต่อเนื่อง เช่น ใช้เจลแพ็คหรือผ้าขนหนูที่เปียกหมาดๆสัก 3 ผืนแช่ช่องแข็งและสลับนำมาประคบให้ต่อเนื่องที่สุด โดยประคบบนจมูก หน้าผาก และบริเวณรอบๆ  หลังจากนั้นไม่จำเป็นต้องประคบต่อ อาการบวมจะมีต่อไปอีกประมาณ 4-14 วันแล้วจะค่อยๆยุบลง โดยช่วงหัวตาจะยุบช้าที่สุด ดังนั้นหากรู้สึกว่าหัวตาดูโตไม่ต้องกังวล[/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3864" img_size="large" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text]2. นอนยกหัวสูง หรือนั่งหลับ 48 ชั่วโมง และตระหนักไว้ว่าอาการบวมจนตาปิดช่วง 3-4 วันแรกเป็นอาการปกติ และช่วง 8 วันแรกยังไม่ต้องอารมณ์เสียกับรูปทรงจมูกเพราะอาการบวมยังมีมากอยู่จนไม่อาจ ทราบทรงจมูกที่แท้จริงได้ อาการบวมช้ำจะยาวนานแตกต่างกันไปในแต่ละรายช่วง 4-14 วัน ไม่ต้องวิตกกังวลและไม่ควรส่องกระจกประเมินทรงจมูกในช่วงแรก[/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3865" img_size="large" alignment="center"...

[vc_row css_animation="" row_type="row" use_row_as_full_screen_section="no" type="full_width" angled_section="no" text_align="left" background_image_as_pattern="without_pattern"][vc_column][vc_column_text]หลายคนสงสัยว่าเจ้าสิวอุดตันนั้นมันเกิดขึ้นมาได้อย่างไร เป็นเพราะเราสกปรกเกินไปอย่างนั้นหรือ จริงๆ แล้วเจ้าสิวอุดตันนั้นมีสาเหตุมาจากต่อมไขมันทำการสร้างน้ำมันมากเกินไปนั่นเอง โดยสิ่งที่ควบคุมการผลิตน้ำมันบนใบหน้าก็คือ ฮอร์โมนแอนโดรเจน(androgen)เมื่อเจ้าต่อมนี้ผลิตน้ำมันออกมาเยอะจนเหลือใช้แล้วตกค้างอยู่ในรูขุมขน มันก็จะไปรวมตัวกับเซลล์ผิวที่ตายแล้ว เหตุนี้เองจึงทำให้น้ำมันนั้นข้นหนืดจนระบายออกไปไม่ได้ แต่ส่วนที่ระบายออกมาได้เราก็จะสังเกตได้ด้วยตาเปล่าเลยว่าหน้าจะมันแผล็บหรือเยิ้มไปด้วยน้ำมัน แล้วเวลาที่หน้ามันมาก ๆ จึงทำให้บางคนหันมาใช้กระดาษซับมันซับหน้าทั้งวัน เพราะคิดว่าเป็นการแก้ปัญหาได้อย่างตรงจุดที่จะช่วยกำจัดความมันออกไปได้ แต่รู้มั้ยว่าการทำแบบนี้จะยิ่งเป็นการกระตุ้นให้ต่อมไขมันผลิตน้ำมันออกมามากขึ้น ถ้าเลี่ยงได้ก็ขอให้เลี่ยงครับ ถ้าพูดถึงฮอร์โมน เราจะไปโทษฮอร์โมนอย่างเดียวก็ดูจะไม่เป็นธรรมนัก เพราะนอกจากสาเหตุนี้ที่ทำให้เกิดสิวอุดตันแล้ว ก็ยังมีเรื่องอื่นๆ อีก ที่อาจเป็นสาเหตุทำให้เกิดสิวอุดตันขึ้นมาได้ เช่น เรื่องของความเครียด ฮอร์โมนเปลี่ยนแปลงในช่วงใกล้หมดประจำเดือน การแพ้เครื่องสำอาง ปัญหาผิวแพ้ง่าย การล้างหน้าไม่สะอาด จากยาสเตียรอยด์ หรือรับประทานยา Prednislone เป็นประจำ วิธีล้างหน้า การล้างหน้าที่ถูกต้องช่วยลดการเกิดสิวได้จริง เพราะขนทำองศากับผิว การลูบหน้าขณะล้างหน้าควรไปในทิศทางกับขนจะทำให้ไม่มีสิ่งแปลกปลอมไปอุดตันผิว การรับประทานของหวาน การรับประทานของหวานบ่อยๆหรือปริมาณมากๆจะทำให้ร่างกายเกิดความเครียด เพราะว่าจำเป็นต้องเร่งการใช้พลังงานและเก็บสะสม จึงทำให้เกิดภาวะฮอร์โมนแปรปรวน ทำให้สิวขึ้น ภาวะความเครียดทำให้สิวขึ้น ภาวะความเครียดทำให้ฮอร์โมนที่เกี่ยวกับความเครียดหลั่งสูงมากขึ้น ทำให้ฮอร์โมนของร่างกายแปรปรวน การรักษาสิว การรักษาสิวขึ้นกับชนิดของสิว และความรุนแรงของสิว การเลือกใช้ยาก็เช่นเดียวกัน การรักษาสิวจะต้องใช้เวลาอย่างน้อยประมาณ...

[vc_row css_animation="" row_type="row" use_row_as_full_screen_section="no" type="full_width" angled_section="no" text_align="left" background_image_as_pattern="without_pattern"][vc_column][vc_column_text]1. ปลายจมูกสะท้อนแสงมากกว่าส่วนอื่น อาจเกิดจากผิวหนังนั้นบางกว่าส่วนอื่นทำให้ซิลิโคนที่อยู่ใต้ผิวหนังเริ่มสะท้อนแสงออกมา 2. ลูบปลายจมูกแล้วรู้สึกเสียวๆ เพราะปลายจมูกมีเซลรับประสาทสัมผัสมากกว่าส่วนอื่น การที่ลูบแล้วรู้สึกเสียวแปลบมากขึ้นแสดงว่า ผิวเราเริ่มบางลง 3. ต้องลงเครื่องสำอางมากกว่าบริเวณอื่น เมื่อผิวบางก็ส่งผลให้เม็ดสีจางหรือลดน้อยลง ทำให้ปลายจมูกมีสีแตกต่างจากส่วนอื่น 4. รูปร่างซิลิโคนมีการเปลี่ยนแปลง ทำให้เห็นว่ามีการเบี้ยวหรือเอียงหลังเสริมไปนานๆ 5. มีก้อนตะปุ่มตะป่ำบริเวณจมูก เป็นเพราะหินปูนมาเกาะที่ซิลิโคน หรือแคปซูลที่หุ้มภายนอก 6. จมูกยาวหรืองุ้มลงกว่าเดิม เกิดจากการที่ซิลิโคนเคลื่อนที่ลงมา เป็นสาเหตุใหญ่ที่ทำให้เกิดการทะลุของซิลิโคน 7. จมูกเริ่มมีร่องหรือรอยบุ๋ม โดยอาจเกิดจากการที่ผิวหนังด้านบน ยึดติดกับขอบของซิลิโคน ทำให้เห็นเป็นขอบของปลายซิลิโคนชัดเจนขึ้น หรือผังผืดที่เกาะรอบๆปลายซิโคนและค่อยๆรัดตัว 8. มีสิวหัวช้างปลายจมูก กินยาก้อไม่ดีขึ้น สิวหัวช้างคือการที่ผิวหนังอักเสบติดเชื้อ ย่อมส่งผลให้ผิวหนังเป็นแผลและบางลงจนทำให้เห็นซิลิโคนได้ 9. จมูกเห็นเงาหรือส่วนของขาซิลิโคนชัดขึ้น ส่วนใหญ่เกิดจากซิลิโคนที่มีขา ทำให้ผิวหนังบางลง 10. ซิลิโคนทะลุออกมาที่ปลายจมูก ให้รีบติดต่อแพทย์ทันที ร่างกายของมนุษย์เรานั้นจะมีระบบกลไก ปกป้องสิ่งแปลกปลอมจากภายนอก ซิลิโคนเป็นสิ่งแปลกปลอมทำให้ร่างกายเกิดปฏิกิริยาต่อต้านขึ้น ทำให้ซิลิโคนถูกดันมาที่ปลายจมูก  ทำให้เกิดอาการแดงที่ปลายจมูกและยังส่งผลให้ปลายจมูกนั้นบางลง โดยเสร็จสิ้นขบวนการต่อต้านของร่างกายนั้นก็คือการที่ซิลิโคนทะลุออกมาจากปลายจมูก โดยการแก้ไขนั้นต้องนำซิลิโคนออก และใช้เนื้อเยื่อจากส่วนอื่นมาเติมที่ปลายจมูก แต่หากร่างกายต่อต้านมากๆต้องนำซิลิโคนที่เสริมจมูกนั้นออกสถานเดียวเพื่อความปลอดภัยของตัวท่านเอง ทางธีระธรฌ์คลีนิกคำนึงถึงความปลอดภัยของคนไข้อย่างสูง ก่อนที่จะตัดสินใจเข้ารับการแก้จมูกนั้น ท่านต้องทราบก่อนว่า การแก้จมูกนั้นหลังทำมาแล้วต้องรอระยะเวลา 6 เดือนก่อนจึงจะสามารถแก้ไขจมูกได้ไม่สามารถทำได้ในทันที เนื่องจากเนื้อเยื่อกำลังสร้างตัว...

[vc_row css_animation="" row_type="row" use_row_as_full_screen_section="no" type="full_width" angled_section="no" text_align="left" background_image_as_pattern="without_pattern"][vc_column][vc_column_text]ฮัมพ์ (HUMP) คืออะไร ฮัมพ์ คือ กระดูกที่นูนขึ้นบริเวณสันจมูก ซึ่งจะมีลักษณะนูนคล้ายหลังอูฐ สามารถเกิดขึ้นได้กับจมูกของทุกคน จะมากหรือน้อยขึ้นอยู่กับกรรมพันธุ์ของแต่ละบุคคล (ส่วนมากพบในคนยุโรป มากกว่าคนเอเชีย) ฮัมพ์เกิดจากโครงสร้างบริเวณกระดูกแข็งยกตัวสูงขึ้น ส่งผลให้โครงสร้างบริเวณจมูกอ่อนที่เชื่อมต่อกันอยู่ถูกยกตัวขึ้นตามด้วยวิธีการสังเกตฮัมพ์ด้วยตัวเองสามารถทำได้คือ หันหน้าด้านข้าง สังเกตบริเวณสันจมูกหากสันจมูกยาวตรงไม่มีคลื่นนูนก็แสดงว่าไม่มีปัญหาเรื่องจมูกฮัมพ์ แต่ถ้าหากพบว่าสันจมูกมีปุ่มนูนขึ้นเล็กน้อย หมายถึง จมูกมีฮัมพ์แต่ไม่รุนแรงถึงขนาดต้องแก้ไข แต่กรณีที่จมูกมีลักษณะโก่งงุ้มคล้ายจมูกแม่มดก็ควรเข้ารับการตะไบฮัมพ์ เพื่อให้เกิดความสวยงามบนใบหน้ายิ่งขึ้น การลดฮัมพ์ หรือการตะไบจมูก การตะไบจมูกเพื่อลดฮัมพ์ คือเทคนิคแก้ไขรูปทรงจมูกและวิธีการ การลดความคุ้ม ความโก่งของจมูก ซึ่งก่อนการทำศัลยกรรมเสริมจมูกโดยการตะไบฮัมพ์ออกก่อนเสริมจมูก ทางแพทย์จะต้องทำการประเมิณและออกแบบลักษณะของจมูกก่อนว่า หากต้องการที่จะให้จมูกสวย เข้ารูป และเหมาะสมกับบุคลิกของคนไข้ ต้องดูควรตะไบฮัมพ์ออกมากน้อยเพียงใด และเสริมเข้าไปอย่างไร  หากถามว่าทำไมต้องทำการลดฮัมพ์ เพราะนอกจากลดฮัมพ์เพื่อแก้ไขรูปทรงจมูกให้มีความสวยงามแล้ว การลดฮัมพ์ก่อนที่จะศัลยกรรมเสริมจมูกจะสามารถช่วยลดความแข็งกร้าวของใบหน้าทำให้ใบหน้าดูอ่อนหวานได้ด้วยครับ ลดฮัมพ์ (HUMP) ทุกวันนี้ในบ้านเรามีความนิยมทำศัลยกรรมจมูกมาเป็นอันดับหนึ่งและเป็นการศัลยกรรมเพิ่มความโด่งให้จมูก ที่ใครหลายคนเข้าใจไปว่าแค่ผ่าตัดเสริมซิลิโคนเข้าไปรอให้แผลปิดสนิทดี จมูกก็จะดูโด่งสวยขึ้นแล้ว แต่ความจริงแล้วก่อนการที่จมูกจะดูสวยสมบูรณ์แบบนั้นยังมีขั้นตอนเล็กๆ...