ปัจจุบันมีการพัฒนานำเทคโนโลยีการใช้เลเซอร์มาช่วยในการกำจัดขนซึ่งสามารถกำจัดขนได้คราวละมากๆ ไม่เสียเวลาในการทำ ไม่สร้างความเจ็บปวด...

[vc_row css_animation="" row_type="row" use_row_as_full_screen_section="no" type="full_width" angled_section="no" text_align="left" background_image_as_pattern="without_pattern"][vc_column][vc_column_text]การดูแลผิวหน้าเป็นสิ่งสำคัญ วันนี้หมอจะมาบอกการทำเลเซอร์เกี่ยวกับใบหน้ากันครับ “Quadro Star Pro Yellow Laser” คืออะไร รักษาอะไรได้บ้าง[/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="2280" img_size="large" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_single_image image="2281" img_size="large" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text]Quadro Star Pro Yellow Laser คือโปรแกรมลดเลือนฝ้าเส้นเลือด ผื่นแดง กระ ฝ้า จุดจ่างดำ บนใบหน้า ด้วยการนำนวัตกรรมแสง Diode Laser สีเหลือง (The world’s first pure yellow laser) ครับ มีความยาวคลื่นที่ 577 นาโนเมตร คุณภาพสูงจากประเทศเยอรมันนีครับ นำมาใช้กำจัดรอยที่เกิดจากความผิดปกติ ของการสร้างเม็ดสีเมลานิน และการแตกของเส้นเลือดฝอย ช่วยลดปัญหาฝ้าลึก หรือฝ้าเส้นเลือดที่เกิดจากการอักเสบได้ครับ หรือรอยแดงจากการอักเสบของสิว ลดความเสี่ยงในการเกิดแผลและผลข้างเคียง มีความปลอดภัยสูงด้วยการส่งผ่านพลังงาน แบบ Homogeneous...

[vc_row css_animation="" row_type="row" use_row_as_full_screen_section="no" type="full_width" angled_section="no" text_align="left" background_image_as_pattern="without_pattern"][vc_column][vc_column_text]ข้อดี – ข้อเสีย ระหว่างการฉีดฟิลเลอร์ กับ การฉีดไขมันต่างกันอย่างไร ?? การฉีดไขมันทำให้หน้าดูเด็กลง ช่วยเสริมโหงวเฮ้ง เป็นที่นิยมมากในยุคปัจจุบัน วันนี้หมอจะมาอธิบาย “ข้อดี –  ข้อเสียของการฉีดฟิลเลอร์ กับ การฉีดไขมัน” กันครับ การฉีด “ฟิลเลอร์” เหมาะสำหรับคนที่ฉีดไม่เยอะ ฉีดเฉพาะจุดครับ เช่น ใต้ตา ร่องแก้ม แก้มส้ม ขมับ หรือหน้าผาก หมอจะให้ความสำคัญในเรื่องของอุปกรณ์ที่ใช้มากครับ เช่น เข็ม หมอจะใช้เข็มปลายทู่ เทคนิคการฉีด และ การระมัดระวังในการฉีดจุดต่างๆ ทำให้การฉีดฟิลเลอร์ มีการบวมช้ำน้อย และ ปลอดภัยครับ เหมาะสำหรับคนที่ต้องการเห็นผลเร็ว ไม่ต้องพักฟื้น ซึ่งการใช้เข็มปลายทู่ มีข้อดีคือ ไม่โดนเส้นเลือด และไม่ค่อยช้ำครับ แต่ว่าถ้าฉีดเยอะๆ ใต้ตาลึกมากๆ มีรอยคล้ำมาก ก็ต้องฉีดเยอะ ข้อเสีย คือ ถ้าฉีดเยอะอาจจะดูไม่ค่อยเป็นธรรมชาติ ถ้าเกิดฉีดในปริมาณมาก เช่น แก้มตอบมาก ขมับบุบมาก หน้าผากแบน ก็ต้องใช้ฟิลเลอร์ในปริมาณเยอะครับ ซึ่งถ้าบางเคสต้องใช้ปริมาณเยอะขนาดนั้น จะมีค่าใช้จ่ายที่สูงมาก แต่ถ้าคนไข้มีงบประมาณมากพอ และ...

[vc_row css_animation="" row_type="row" use_row_as_full_screen_section="no" type="full_width" angled_section="no" text_align="left" background_image_as_pattern="without_pattern"][vc_column][vc_column_text]การเติมไขมันคือการเติมเต็มส่วนที่ขาดบนใบหน้า เรียกง่ายๆ ให้เข้าใจก็คือการย้ายเซลล์ไขมัน จากส่วนที่เราไม่ต้องการแล้ว ไปเติมเต็มในส่วนที่ขาดแทนการฉีดฟิลเลอร์ครับ ซึ่งการเติมไขมันไม่ใช้เติมเพียงแค่ความสวยเท่านั้น แต่มันยังสามารถช่วยรักษาฝ้า ทำให้ฝ้าจางลง เติมเต็มหลุมสิวให้ตื้นขึ้นได้อีกด้วยครับ[/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3766" img_size="large" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text]เติมไขมันหน้าดีอย่างไร..? 1.สามารถเติมได้ในปริมาณที่เราต้องการ 2.เป็นเซลล์ของตัวเราเอง จึงทำให้ไม่มีการต่อต้าน 3.สามารถเติมได้ทุกส่วนไม่ว่าจะเป็นหน้าผาก / ขมับ / ร่องแก้ม / แก้มส้ม ฯลฯ 4.ช่วยรักษาฝ้า ทำให้ฝ้าจางลง เติมเต็มหลุมสิวให้ตื้นขึ้น 5.ได้ความหน้าใส ผิววาว ฉ่ำ 6.ดูดไขมันออกจากส่วนที่เราไม่ต้องการได้ เช่น ต้นขา หน้าท้อง ฯลฯ[/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3767" img_size="large" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text]ข้อเสียของการเติมไขมัน..? คือ ต้องฉีดในปริมาณที่มากกว่าปกติ20% เพราะเซลล์ไขมันบางตัวจะมีโอกาสตาย ในเรื่องของการคงสภาพ ก็จะขึ้นอยู่กับความแข็งแรงของร่างกายเราเอง ซึ่งสามารถอยู่ได้ตลอดชีวิต แต่ก็ขึ้นอยู่กับอายุของแต่ละคน เพราะเมื่อไรที่เราอายุมากขึ้นสภาพผิวก็จะเหี่ยวลง ส่งผลให้ไขมันใต้ชั้นผิวลดลงไปด้วย อาจต้องเติมซ้ำ[/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3768"...

[vc_row css_animation="" row_type="row" use_row_as_full_screen_section="no" type="full_width" angled_section="no" text_align="left" background_image_as_pattern="without_pattern"][vc_column][vc_column_text]นวัตกรรม การเสริมจมูกรูปแบบใหม่ ปลายพุ่ง ไม่ทะลุ ไม่เบี้ยวด้วย…..เนื้อเยื่อเทียมหรือเนื้อเยื่อธรรมชาติ นวัตกรรมใหม่ที่สามารถแก้ไขปัญหาจากการเสริมจมูกด้วยซิลิโคน ด้วยการใช้ “เนื้อเยื่อเทียมหรือเนื้อเยื่อธรรมชาติ” (Acellular Dermal Matrix) ซึ่งเป็นโครงสร้างผิวหนังที่มีรูพรุน กระตุ้นการสร้างเซลล์ใหม่ รวมถึงคอลลาเจนและอิลาสติน ช่วยเพิ่มความแข็งแรงให้กับผิวหนังสามารถใช้เสริมจมูกแทนแท่งซิลิโคน หรือใช้รองปลายจมูกเพื่อป้องกันการทะลุชองแท่งซิลิโคน รวมถึงสามารถใช้เสริมปลายจมูกให้เป็นทรงหยดน้ำ ปลายพุ่งและยังทำให้จมูกดูเป็นธรรมชาติมากยิ่งขึ้น ผลิตที่ประเทศเกาหลี ผ่านการรับรองจาก อย.ไทย สามารถนำมาใช้ได้อย่างปลอดภัยและถูกต้องตามกฎหมาย รู้หรือไม่……การเสริมจมูกด้วยซิลิโคนมีข้อเสียอย่างไร?[/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3499" img_size="medium" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text]จมูกเบี้ยว  เป็นปัญหาที่พบได้บ่อยที่สุด ตัวซิลิโคนจะเบี้ยวเอียงไปด้านใดด้านหนึ่งของจมูก เนื่องจากร่างกายพยายามบีบรัดใส่ตัวซิลิโคนที่เป็นสิ่งแปลกปลอมออกจากร่างกาย[/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3500" img_size="medium" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text]จมูกทะลุ  เป็นอีกหนึ่งปัญหาที่พบได้บ่อยหลังการเสริงจมูกด้วยซิลิโคน เกิดจากซิลิโคนไปดันเนื้อปลายจมูก เมื่อดันไปนานๆปลายจมูกจะเกิดรอยแดงจากการอักเสบและมีโอกาสทำให้ซิลิโคนทะลุได้ในที่สุด ส่งผลให้ปลายจมูกเกิดพังผืด ดึงหดรั้ง ในบางรายอาจทำให้ปลายจมูกบุ๋มลงไป ต้องใช้เวลานานหลายเดือนในการผ่าตัดแก้ไขให้กลับมาเป็นปกติ แต่ยังคงทิ้งรอยแผลเป็นบริเวณปลายจมูกอยู่[/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3501" img_size="medium" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text] การเห็นแท่งซิลิโคนเป็นสันเด่นชัด  เป็นปัญหาที่หลายคนกังวลเกิดจากการที่แท่งซิลิโคนอย่างชัดเจน ทำให้จมูกดูไม่เป็น เนื้อเยื่อเทียมหรือเนื้อเยื่อธรรมชาติ (Acellular Dermal...

[vc_row css_animation="" row_type="row" use_row_as_full_screen_section="no" type="full_width" angled_section="no" text_align="left" background_image_as_pattern="without_pattern"][vc_column][vc_single_image image="3730" img_size="large" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text]เนื้อเยื่อเทียม(Alloderm) วัสดุที่สังเคราะห์ขึ้นใช้เสริมปลายจมูกหรือกระตุ้นการสร้างเนื้อเยื่อและสามารถใช้ในรายที่ผิวบางหรือ เสริมเพิ่มเพื่อป้องกันผิวหนังทะลุใช้กันแพร่หลายในต่างประเทศ แต่ในเมืองไทยมีใช้น้อยมาก ราคาค่อนข้างสูงมากครับ[/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3731" img_size="large" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text] กระดูกอ่อนหลังหู วัสดุที่นำมาจากตัวคนไข้เอง กระดูกและกระดูกอ่อน สามารถนำมาได้หลายบริเวณจากตัวคนไข้เอง แต่ที่นิยมใช้กันมากที่สุดคือ กระดูกอ่อนที่อยู่กึ่งกลางที่แบ่งจมูกซ้ายขวา กระดูกหู ในบางรายที่ต้องการความหนาของสันจมูก มากๆก็อาจใช้กระดูกซี่โครง,กระดูกเชิงกราน หรือแม้แต่กะโหลกศีรษะก็นำมาใช้ได้ครับ ข้อดีของการนำกระดูกมาใช้คือ เป็นของตัวเราเอง โอกาสแพ้น้อยมาก ดูเป็นธรรมชาติ สามารถเสริมและปรับแต่งปลายจมูก ได้มากกว่าซิลิโคน แต่ก็มีข้อเสียคือ มีแผลเพิ่มอีกแผล กระดูกที่เอามาวางมีโอกาสตายและทรุดลง บิดเบี้ยวได้ และที่สำคัญราคาผ่าตัดค่อนข้างสูง ใช้เวลาในการผ่าตัดนานและต้องอาศัยแพทย์ที่มีความชำนาญครับ รีวิวเนื้อเยื่อเทียม [/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3732" img_size="large" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text] เนื้อเยื่อไขมันหลังหู(Dermofat graft) สามารถนำมาเสริมปลายจมูกได้ ดูเป็นธรรมชาติ แต่มีแผลเพิ่มอีกแผลที่หลังหู และมีโอกาสเนื้อเยื่อตายได้ เนื้อเยื่อเทียม นิ่มกว่า แต่อาจแพ้ได้ ส่วนกระดูกอ่อนหลังหู...

[vc_row css_animation="" row_type="row" use_row_as_full_screen_section="no" type="full_width" angled_section="no" text_align="left" background_image_as_pattern="without_pattern"][vc_column][vc_column_text]เสริมจมูกด้วยกระดูกอ่อนหลังหู ดียังไง? เสริมจมูกด้วยเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนหลังหู หรือเสริมจมูกแบบโอเพ่น(open)เป็นเทคนิคการผ่าตัดเสริมจมูกแบบใหม่โดยใช้เนื้อเยื่อกระดูกอ่อนหลังหูมาใช้เสริมจมูกซึ่งจะมีความปลอดภัยมากกว่าการเสริมจมูกด้วยซิลิโคนแบบธรรมดา โดยจะลดความเสี่ยงของปัญหาจมูกเบี้ยวและซิลิโคนทะลุออกมานอกจมูกได้ครับ ที่สำคัญปลายจมูกเป็นส่วนที่ต้องระวังมากที่สุดในการเสริมจมูก เพราะความงามของจมูกขึ้นอยู่กับปลายจมูกมาก แต่ในคนเอเชียหลายคนมีปัญหามีโครงสร้างจมูกเล็ก หรือมีปัญหาจมูกสั้นซึ่งการเสริมซิลิโคนเพียงอย่างเดียวในปริมาณมากอาจทำให้เกิดปัญหาจมูกผิดรูปหรือซิลิโคนทะลุได้ครับ จึงต้องอาศัยเทคนิคการใช้เนื้อเยื่อกระดูกอ่อนหลังหูตัวเองมาเสริมที่ปลายจมูกช่วยให้ปลายจมูกสวยได้อย่างปลอดภัยยิ่งขึ้นปลายจมูกหนากลมใหญ่ก็เป็นอีกปัญหาใหญ่ของคนเอเชียซึ่งแพทย์ต้องวิเคราะห์ว่าเป็นการหนาจากชั้นผิวหนังหรือ หนาเพราะกระดูกอ่อนใหญ่หรือกางออก จึงจะสามารถแก้ปัญหาได้ถูกจุด เพราะการเสริมซิลิโคนธรรมดาเพียงอย่างเดียวมักจะไม่สามารถแก้ปัญหาปลายจมูกได้มากนัก จึงต้องใช้เยื่อกระดูกอ่อนหลังหูมาเป็นตัวช่วยที่ดีที่สุดในการเสริมจมูกให้มีปลายหยดน้ำและเป็นธรรมชาติที่สุดครับ[/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3781" img_size="large" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text]การใช้เนื้อเยื่อกระดูกอ่อนหลังหูเพื่อเสริมจมูกแท้จริงเเล้วเป็นอย่างไร? ปัจจุบันจะพบว่ามีคนที่เสริมจมูกแล้วมีปัญหาปลายจมูกบางและทะลุกันเยอะมาก เวลาทะลุแล้วการมาแก้ก็ยากมากๆ บาง เคสต้องถอดซิลิโคนเพื่อพักเนื้อจมูกไว้ประมาณ1-3เดือน  บางเคสถึงกับเสียโฉมไปเลยเพราะแก้แล้วแก้อีกจนเละกันเลยทีเดียวครับ วิธีหนึ่งที่จะทำให้การเสริมจมูกมีปลายที่สวยงามและปลอดภัยในระยะยาวคือการเอากระดูกอ่อนมาต่อตรงปลายจมูกโดยวางไว้บนปลายซิลิโคนเพื่อไม่ให้ซิลิโคนสัมผัสกับผิวหนังปลายจมูกโดยตรง เวลาเสริมให้ปลายจมูกพุ่งซิลิโคนจะได้ไม่ดันผิวหนังจนทะลุ แต่การผ่าตัดเอาเนื้อเยื่อกระดูกอ่อนหลังหูก็มีเทคนิคที่ละเอียดอ่อนที่จะไม่ทำให้ใบหูเสียรูป ซึ่งกระดูกอ่อนที่เอามาใช้ได้จะอยู่บริเวณที่เป็นแอ่งใกล้กับรูหู การผ่าก็มักจะผ่าตัดโดยซ่อนแผลเป็นไว้ข้างหลังใบหู เพื่อให้ไม่เห็นรอยแผลเป็น เทคนิดการเสริมก็สำคัญเพราะหากใช้กระดูกอ่อนไม่เป็น กระดูกอ่อนก็จะไม่อยู่ในตำแหน่งที่ต้องการปลายไม่พุ่งไม่เป็นทรงหยดน้ำและสุดท้ายก็ไม่สวยอยู่ดีครับ ดังนั้นจำเป็นที่แพทย์ผู้ผ่าตัดต้องรู้ว่าควรจะวางกระดูกอ่อนไว้ตรงไหนจึงจะพอดีซึ่งตรงนี้ต้องใช้ประสบการณ์และความชำนาญของแพทย์ครับ แต่ไม่ใช่ทุกเคสจะเสริมจมูกโดยใช้กระดูกอ่อนหลังใบหูได้ หากจมูกสั้นรั้นหรือจมูกบานใหญ่หรือจมูกยาวเป็นจงอย แบบนี้อาจต้องทำแบบเปิด (open) จึงจะแก้ไขได้ครับ (ควรปรึกษาแพทย์ก่อนการเสริมจมูก) อีกหนึ่งข้อดีที่ไม่ควรมองข้ามคือ เนื้อเยื่อกระดูกอ่อนหลังหูนั้นมีขนาดที่พอเหมาะ พอดี เพราะปลายความโค้งจะใกล้เคียงกันพอดี เป็นตัวช่วยสำคัญให้ได้จมูกรูปทรงหยดน้ำ อีกทั้งเมื่อนำออกมาใช้ยังไม่ทำให้ใบหูผิดรูปอีกด้วย ซึ่งเสริมจมูกด้วยวิธีนี้จะทำให้ซิลิโคน กระดูกอ่อนหลังหู...

[vc_row css_animation="" row_type="row" use_row_as_full_screen_section="no" type="full_width" angled_section="no" text_align="left" background_image_as_pattern="without_pattern"][vc_column][vc_column_text] ปัจจุบันการทำตาสองชั้นเป็นที่นิยมมากขึ้น เนื่องจากบรรดาสาวหมวยตาชั้นเดียว  สาวตาสองชั้นหลบในต่างก็อยากมีตาที่แลดูโตมากขึ้น การทำตาสองชั้นจึงเป็นที่นิยมอย่างมาก  แต่คนไข้จำนวนมากก็มักไม่ได้เจอหมอพูดคุยก่อนทำอย่างละเอียด ส่วนใหญ่คลินิกที่ดังๆ จำนวนมากก็มักจะได้คุยกับหมอเมื่อตกลงกับเซลแล้ว หรือบางครั้งไม่ได้คุยเลยมาถึงก็ขึ้นเขียงทำเลย [/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3839" img_size="large" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text] การทำตาสองชั้น คนไข้กับแพทย์ต้องคุยกันก่อน เรื่องชั้นตาที่จะทำ บางคนอยากได้ชั้นตาเล็กๆเพราะไม่ชอบเขียนตาหรืออยากแลดูเป็นธรรมชาติเหมือนไม่ได้ทำมาตั้งแต่เกิด บางคนอยากได้ชั้นตาใหญ่เพราะต้องติดขนตาปลอมหรือชอบเขียนอายไลเนอหนาๆ  อันนี้คงต้องตกลงกันก่อนทำ เพราะการทำชั้นตาสูงแล้วแก้ให้ชั้นเล็กลงทำได้ยากมากและอาจต้องรอให้หนังตาตกแล้วมากจึงอาจจะพอทำได้ การทำชั้นตาต้องดูหัวตาด้วย บางครั้งทำมาแล้วหัวตาเป็นแฉกสองแฉก แปลว่า ชั้นตาที่คนไข้ต้องการมันโตไป หรือจำเป็นต้องเปิดหัวตา หรืออาจต้องกรีดแผลยาวไปทางหัวตาแล้ววกเข้ามุมเพื่อไม่ให้เห็นเป็นแฉก ทั้งนี้การที่เราชอบหัวตาแบบไหนจึงอาจเป็นประเด็นที่ต้องพูดคุยกันอย่างละเอียด การทำตาสองชั้นแบบกรีดสั้นหรือแบบเย็บจุดนั้น จะดีในกรณีที่มีไขมันตาไม่มาก เพราะถ้าทำแบบนี้อาจจะชั้นตาไม่ชัดหรือหลุดหรือตกลงมาเร็วคือชั้นตาหายไปได้ แต่มีข้อดีคือหายไวบวมน้อย และถ้าเราหนังตาเกินหรือมีไขมันชั้นตามากๆจึงควรที่จะใช้วิธีกรีดยาวดีกว่า ต้องตรวจดูระยะห่างของคิ้วและตาว่าเท่ากันไหม บ้างครั้งเคสที่มาคิ้วตกข้างนึงเวลาจะทำชั้นตาให้มันเท่ากันก็ไม่ได้ เพราะว่าชั้นตาข้างนึงจะติดคิ้ว อีกข้างหนึ่งชั้นตาห่างคิ้ว จึงควรมองสรีระของกระดูกโหนกคิ้วก่อน แล้วจึงพิจารณาการผ่าตัดแก้เพื่อความสมดุลครับ หางตาและหัวตา...

[vc_row css_animation="" row_type="row" use_row_as_full_screen_section="no" type="full_width" angled_section="no" text_align="left" background_image_as_pattern="without_pattern"][vc_column][vc_column_text] เชื่อว่าหลายคนก็คงยังไม่ทราบว่าทำไมต้องเสริมซิลิโคนใต้กล้ามเนื้อหรือเหนือกล้ามเนื้อ มันมีที่มาจากอะไรกันแน่ ซึ่งถ้าย้อนกลับไปดูประวัติศาสตร์การพัฒนาเทคนิคของการเสริมหน้าอกจะพบว่าช่วงแรกจะเป็นการเสริมหน้าอกแบบใส่ใต้เต้านมเหนือกล้ามเนื้อทั้งหมด เพราะเชื่อว่าจะทำให้ดูเหมือนเป็นธรรมชาติมากที่สุดครับ [/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3844" img_size="large" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_single_image image="3846" img_size="large" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text] แต่การที่ใส่ซิลิโคนใต้เนื้อเต้านมจะทำให้ตัวผิวซิลิโคนสัมผัสกับต่อมเต้านมได้ ซึ่งการที่สัมผัสกันเชื่อว่าเชื้อโรคที่อาจจะเข้ามาทางหัวนมเนี่ยจะเเพร่ไปถึงตัวซิลิโคนได้ แม้จะมีจำนวนน้อยและปกติคนที่ไม่เสริมหน้าอกร่างกายเราก็จะกำจัดเชื้อโรคเหล่านี้ได้เองอยู่แล้ว แต่พอมีซิลิโคนอยู่ร่างกายเราก็จะสร้างพังผืดมารัดเต้านมซิลิโคนนี้ ยิ่งเชื้อโรคมากก็จะเกิดพังผืดหนาและรัดจนเต้านมผิดรูปไปครับ โดยเฉพาะสมัยก่อนจะเกิดพังผืดรัดเต้านมบ่อยมาก ทำให้เกิดการพัฒนาเต้านมแบบผิวทรายขึ้นมา เพื่อให้การเกิดพังผืดเป็นไปได้ยากขึ้นครับ แต่ต่อมามีการพัฒนาเทคนิคการใส่ซิลิโคนใต้กล้ามเนื้อ ทำให้โอกาสเกิดพังผืดลดลงไปมาก แต่การใส่ใต้กล้ามเนื้อช่วงแรกก็จะมีปัญหาเต้านมซิลิโคนลอยขึ้นสูง และขยับไปมาได้เวลาเราเกร็งกล้ามเนื้อหน้าอก ในปัจจุบันประเด็นเรื่องการป้องกันการเกิดพังผืดนั้น ผิวทรายจะดีกว่าผิวเรียบเฉพาะหากเลือกเสริมเหนือกล้ามเนื้อเท่านั้นครับ หากเสริมใต้กล้ามเนื้อ โอกาสการเกิดพังผืดไม่ต่างกันครับ ทั้งนี้ทั้งนั้น หากเทียบระหว่างการเสริมเหนือและใต้กล้ามเนื้อ การเสริมใต้กล้ามเนื้อจะลดพังผืดได้มากกว่าเยอะครับ [/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3847" img_size="large" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text] ในสมัยก่อนการเสริมหน้าอกมักใช้ถุงซิลิโคนน้ำเกลือ เพราะมีความเชื้อว่าปลอดภัย แต่เมื่อใส่ไปนานๆแล้วถุงน้ำเกลืออาจจะเกิดการรั่วซึมจึงทำให้หน้าอกแฟบได้ แต่ทั้งนี้ก็ไม่ได้เป็นอันตรายใดๆ ปัจจุบันนี้ได้มีการพัฒนาเรื่องซิลิโคนสำหรับเสริมหน้าอกไปมาก  จึงเปลี่ยนมาเป็นซิลิโคนแบเจล...

[vc_row css_animation="" row_type="row" use_row_as_full_screen_section="no" type="full_width" angled_section="no" text_align="left" background_image_as_pattern="without_pattern"][vc_column][vc_column_text]ซิลิโคนแท่งที่ใช้ในการเสริมจมูก ซึ่งแบ่งออกเป็น 2 ประเภทคือ ซิลิโคนสำเร็จรูป กับซิลิโคนชนิดเหลาเอง ดังมีรายละเอียดต่อไปนี้[/vc_column_text][vc_empty_space][vc_row_inner row_type="row" type="full_width" text_align="left" css_animation=""][vc_column_inner width="1/2"][vc_single_image image="3854" img_size="large" alignment="center" qode_css_animation=""][/vc_column_inner][vc_column_inner width="1/2"][vc_single_image image="3855" img_size="medium" alignment="center" qode_css_animation=""][/vc_column_inner][/vc_row_inner][vc_empty_space][vc_column_text]1. ประเภทซิลิโคนสำเร็จรูป คือ ซิลิโคนที่ถูกขึ้นรูปเป็นรูปร่างสำเร็จที่พร้อมจะใส่ ผลิตมาจากโรงงาน มีขนาดความกว้างและยาวที่แตกต่างกัน ก่อนทำการเสริมจมูกให้คนไข้ด้วยซิลิโคนสำเร็จรูป คุณหมออาจปรับแต่งรูปทรงของซิลิโคนอีกเล็กน้อย เพื่อให้เหมาะสมกับโครงจมูก ของคนไข้แต่ละราย ซึ่งมีข้อดีคือ ได้รูปทรงที่แน่นอน โอกาสเอียงมีน้อยมาก และเนื้อซิลิโคนที่มีให้เลือก ความแข็ง-นิ่มได้หลายเกรด[/vc_column_text][vc_empty_space][vc_single_image image="3856" img_size="medium" alignment="center" qode_css_animation=""][vc_empty_space][vc_column_text]2. ประเภทซิลิโคนที่เหลาเอง คือ ซิลิโคนที่เป็นแผ่นใหญ่ ๆ แล้วนำมาเหลาเองให้เหมาะกับรูปจมูกของคนไข้...